เสริมอาหารเพื่อสุขภาพ

ข้าวยีสต์แดง

หลักการและสรรพคุณ

   ข้าวยีสต์แดง (red yeasl rice) คือข้าวแดงที่ได้จากการหมักด้วยเชื้อราโมแนสคัส (monascus purpureus) ซึ่งใช้กันมามากกว่าพันปีในจีน เพื่อใช้ถนอมอาหาร และใช้เป็นสีผสมในอุตสาหกรรมอาหาร เช่น ไวน์แดง เต้าหู้ยี้ มิโซะ สาเก เป็นต้น และยังใช้เป็นยาสมุนไพรจีนโบราณ ที่ช่วยให้ระบบการไหลเวียนของเลือดมรร่างกายดีขึ้น ช่วยบรรเทาการย่อยอาหารที่ไม่ดี และท้องเสีย แต่ในปัจจุบัน ข้าวยีสต์แดงได้มีการพัฒนาให้ใช้ในการลดคลอเรตเตอรอล และไตรกีเซอร์ไรด์ในหลอดเลือดหัวใจ และหลอดเลือดต่าง ๆ ของร่างกาย

สารประกอบที่สำคัญในข้าวยีสต์แดงมีอยู่สองชนิดคือ ยายับยั้งการก่อตัวของคอเลสเตอรอล (monacolin K) เป็นเอนไซม์ที่สามารถยับยั้งการก่อตัวของคอเลสเตอรอล ลดคอเลสเตอรอลในเลือด ช่วยป้องกันโรค หัวใจและหลอดเลือดหัวใจในผู้หญิงวัยทอง และลดไขมันในร่างกายได้ด้วย และกรดแกมมา-อะมิโนบิวทีริก (y-aminobutyric acid หรือ GABA) เป็นสารประกอบที่มีฤทธิ์ลดความดันโลหิตได้

เคล็ดลับการเลือก

ดูว่าในบรรดาส่วนประกอบต่าง ๆ ในบรรจุภัณฑ์ของข้าวยีสต์แดง มีสารคำคัญสองชนิดที่กล่าวมาข้างต้นหรือไม่

ปริมาณบริโภคที่แนะนำ

ถ้ามี monacolin K 48 มิลลิกรัมต่อข้าวยีสต์แดงหนึ่งเม็ด การกินวันละ 2 เม็ด ก็จะมีสรรพคุณลดคอเลสเตอรอลได้

ต้องระวัง

ผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจเหมาะที่จะใช้ยาควบคุมคอเลสเตอรอลหรือไม่นั้น ควนจะต้องขอคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อน ส่วนหญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร เด็กทารก และหญิงที่อยู่ในช่วงมีประจำเดือนไม่แนะนำให้กิน แล้วก็ห้ามกินร่วมกับส้มโอและยาลดความดันโลหิตเป็นอันขาด นอกจากนี้ ผู้หญิงที่ตับไตไม่ดีควรปรึกษากับแพทย์ก่อน แล้วค่อยตัดสินใจกิน

วิธีกิน กินหลังอาหาร

แคลเซียมเม็ด

หลักการและสรรพคุณ

   กระดูกของคนเรานั้นเปรียบเสมือนโกดังเก็บแคลเซียมไว้ แคลเซียมปริมาณ 99 เปอร์เซ็นต์กระจายไปอยู่ตามโครงกระดูกและฟัน ถ้าแคลเซียมในกระดูกเหล่านี้ค่อย ๆ สูญสลายไป ก็จะทำให้เกิดอาการกระดูกพรุนได้ ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ การกินแคลเซียมเม็ดจะช่วยบรรเทาอาการกระดูกพรุนในคนวัยทองได้ อีกทั้งป้องกันการเกิดกระดูกหักจากอุบัติเหตุของวัยทองอีกด้วย

เคล็ดลับการเลือก

การดูดซึมของแคลเซียมจะต้องพึ่งพาวิตามินดีด้วย ดังนั้นควรเลือกแคลเซียมเม็ดที่มีส่วนประกอบของวิตามินดี

ปริมาณบริโภคที่แนะนำ

วันละ 600-800 มิลลิกรัม

ต้องระวัง

เวลากินแคลเซียมเม็ด ควรพยายามหลีกเลี่ยงการกินควบคู่กับอาหารที่มีกรดจากพืช รวมทั้งน้ำโคล่าและผักโขมด้วย การดูดซึมจองแคลเซียมจะต้องพึ่งพาวิตามินดี จึงขอแนะนำให้ในตอนรุ่งเช้าหรือตอนเย็นคุณควรรับแสงแดดอ่อน ๆ ประมาณสัก 10 นาที เพื่อเพิ่มวิตามินดีให้กับร่างกาย

วิธีกิน กินหลังอาหาร

Tips

ถ้าไม่อาจซื้อแคลเซียมเม็ดกินได้ตลอด อาหารที่มีแคลเซียมแบบไทย ๆ ยังมีอีกอะไรบ้าง

1. งาดำ รับประทานให้ได้ราว 2 ช้อนโต๊ะต่อวัน จะได้แคลเซียมเกือบเท่ากับแคลเซียมเสริมเม็ดเช่นกัน

2. พริก กระถิน ใบยอ กระเพราโหรพา กระเจี๊ยบ ผัดกาดเขียว ผักกวางตุ้ง ปวยเล้ง คะน้า ผักเหล่านี้เป็นแหล่งแคลเซียมที่ดี แต่มักถูกของข้ามเพราะคิดว่าเป็นผัก ให้กินวันละอย่างน้อย 3 ทัพพีร่วมกับอาหารแคลเซียมชนิดอื่น โดยเฉพาะ “พริก” นั้น ถ้ากินพริกป่นวันละ 1-2 ช้อนชาจะได้แคลเซียมถึง 1 ใน 3 ของปริมาณที่ต้องการแคลเซียมต่อวัน

3. กะปิ กุ้งแห้ง

4. เต้าหู้ ให้เลือกชนิดแข็ง เช่น เต้าหู้ขาวแข็ง จะดีกว่าแบบนิ่ม เพราะผ่านกระบวนการที่ช่วยเติมแคลเซียมโดยไม่รู้ตัว นั้นคือการใส่ “เจียะกอ” ซึ่งก็คือ “ยิปซัม” หรือแคลเซียมซัลเฟตนั่นเอง จึงทำให้เต้าหู้ชนิดนี้เป็นแหล่งแคลเซียมที่ดีมาก

5. อย่างไรก็ตาม การกินแคลเซียมอย่างเดียวอาจทำให้ท้องผูกได้ เคล็ดลับ คือ ต้องกินร่วมกับ “แมกนีเซียม” ซึ่งได้จากผักและผลไม้ จะเห็นว่าเดี่ยวนี้แคลเซียมเม็ดมักเติมแมกนีเซียมไปด้วย

(ขอขอบคุณข้อมูลจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์)